China, What's Next?

สล็อต78we: China’s Challenges: Environment

เวปเกมสล๊อตcity, CPN กำไรปี 58 ขยับขึ้นเล็กน้อยมาที่ 7.88 พันลบ.ตนเองไม่ขัดข้องที่จะให้ THAI เข้ามาถือหุ้น AAV ตามนโยบายที่รองนายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันขยายเส้นทางการบินให้ครอบคลุมในอาเซียนภายใตโครงการอาเซียน คอนเนค พลัส ที อย่างไรก็ตาม ต้องขอดูรายละเอียด คาดว่าในสัปดาห์นี้จะหารือกับนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ THAI,สัปดาห์ที่แล้วราคาดีดกลับขึ้นทดสอบแนวต้านจากเส้นต้นทุนเฉลี่ยระดับต่างๆ อีกครั้ง ซึ่งก็ยังมีแรงขายกดดัน ทำให้รูปแบบกราฟราคา และการฟอร์มตัวของ Indicators ยังดูอ่อนแอ ดังนั้นถ้าผ่านแนวต้านขึ้นไปไม่ได้ ก็มีลุ้นซื้อกลับทำกำไรที่แนวรับต่างๆ ได้ จึงแนะนำยืมหุ้น short โดยใช้แนวต้านเป็นเกณฑ์ซื้อตัดขาดทุนนางลาการ์ดวัย 60 ปี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังฝรั่งเศส ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการ IMF สมัยที่สอง โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากบรรดาสมาชิก IMF ไม่ว่าจะเป็นจีน เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ เธอกล่าวว่า กลุ่ม GCC ยังจำเป็นต้องมีการก่อตั้งระบบบริหารจัดการภาษีเพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทั้งไทย และต่างประเทศ สนใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใน 10 พื้นที่ แล้ว 12 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีนักธุรกิจจากทั้งในประเทศและต่างชาติ สนใจเข้ามาติดต่อสอบถามข้อมูลของนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง อาทิ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น ส่วนใหญ่สนใจลงทุนกิจการด้านสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ เครื่องเรือน ศูนย์กระจายสินค้า เป็นต้นราคาหุ้นบริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือBIGปิดตลาดอยู่ที่ 2.02 บาท บวก 0.06 บาท หรือ 3.06% สูงสุด 2.06 บาท ต่ำสุด 1.99 บาท มูลค่าการซื้อขาย 113.67 ล้านบาทราคาปิด 4.22 แนวรับ 4.10-4.06 , 4 แนวต้าน 4.26-4.32, ฮั่งเส็งปิดเช้าลบ 104.16 จุด เหตุวิตกราคาน้ำมัน、live22 รับ 100、โดยกำไรปี 58 ที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นสาเหตุหลักมาจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายทางการตลาด และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ Content ในธุรกิจทีวีดิจิตอลที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับในปี 58 มีการรับรู้รายจ่ายและค่าตัดจากสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของบริษัทและบริษัทย่อย นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงการบันทึกรายการต้นทุนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิตอลตามสภาวิชาชีพที่ได้ตีความการกำหนดราคาทุนขึ้นมาใหม่เมื่อวันที่ 8 ก.พ.59 ,ส่วนการเปิดให้ยื่นเสนอขายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงประเภทชีวมวล จำนวนไม่เกิน 36 เมกะวัตต์ สำหรับพื้นที่เดียวกันนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 15-21 มิ.ย.และจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกภายในเดือนส.ค.นี้ขณะเดียวกันบริษัทมีรายได้อื่นในปี 58 อยู่ที่ 128.3 ล้านบาท ลดลง 100.3 ล้านบาท หรือลดลง 43.9% จาก 228.6 ล้านบาท ในปี 57 เนื่องจากค่าสิทฑิขายน้ำตาลโควต้า ข และกำไรที่เกิดขึ้นจากส่วนลดรับจากการโอนสิทธิลูกหนี้ชาวไร่ในปี 58 ลดลง PTTEP = 70.50 / 72.00, PTT = 265 / 270, SCB = 136 / 138, JAS = 2.94 / 3.04, AOT = 404 / 410ขณะเดียวกันในวันนี้ (23 ก.พ.)ยังเป็นวันแรกที่กกพ.เปิดให้ยื่นเสนอขอขายไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมโครงการพลังงานแสงอาทิตย์) ในแบบ Feed-in Tariff (FiT) ด้วยวิธีการคัดเลือกโดยการแข่งขันทางด้านราคา (Competitive Bidding) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา สำหรับเชื้อเพลิงประเภทก๊าซชีวภาพ(น้ำเสีย/ของเสีย) จำนวนไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ โดยจะเปิดให้ยื่นข้อเสนอจนถึงวันที่ 29 ก.พ. และจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกภายในเดือนเม.ย. ซึ่งในช่วงที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) เปิดรับตรวจสอบจุดเชื่อมโยงระบบโครงข่ายไฟฟ้าพบว่ามีผู้สนใจมาสอบถามมากถึง 23-24 ราย Call DW บนหุ้นรายตัวและ SET50 DW ปิดบวกแรงตามการพุ่งขึ้นของตลาดในวันศุกร์ ,ปัจจุบัน SC มีโครงการต่อเนื่องที่เปิดขายอยู่ทั้งหมด จำนวน 33 โครงการ มูลค่าโครงการคงเหลือเพื่อขายรวมประมาณ 24,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นโครงการแนวราบ 24 โครงการ และโครงการแนวสูง 9 โครงการ พร้อมกับยอดขายรอโอน (Backlog) ณ วันที่ 31 ธ.ค. 58 ประมาณ 8,090 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้เข้ามาเป็นรายได้ในปีนี้ราว 60%บริษัท น้ำตาลครบุรีจำกัด (มหาชน)หรือKBSรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 58 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.58(รวมบริษัทย่อย)มีผลขาดทุนสุทธิ 50.2 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.08บาทต่อหุ้น ลดลง 115.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 318.68 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.56บาทต่อหุ้นSCC (TP600*): Support 448/440 Resistance 460/470。

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ Micro Entrepreneurs ระยะที่ 2 วงเงิน 13,500 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ Micro Entrepreneurs ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว ให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากระบบสถาบันการเงิน รวมถึงเพื่อแก้ไขปัญหาการกู้ยืมเงินนอกระบบของผู้ประกอบการ Micro Entrepreneurs ให้ลดลง GPSC คาดผลงานปี 59 โตต่อเนื่องจากปีก่อนรับรายได้-ส่วนแบ่งกำไรเพิ่ม ,ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.ตามเวลาไทยในวันนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลง 50 เซนต์ แตะที่ 32.89 ดอลลาร์/บาร์เรล ตลาดวิตกสต็อกพุ่ง น้ำมันดิบปิดร่วง 1.13 ดอลล์ สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) BIGC มูลค่าสูงสุด 329.65 ลบ.สำหรับในปี 58 บริษัทมีรายได้รวม 304.90 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 46.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63.54% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เพราะรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าชีวมวลช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB) ที่มีกำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตเสนอขายจำนวน 9.2 เมกะวัตต์ เข้ามาเต็มปีและถือว่าเป็นโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลโครงการแรกของบริษัทที่สร้างผลประกอบการออกมาได้อย่างน่าประทับใจมาก,นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดตัว Application SBITO My Info ซึ่งเป็น Application บนมือถือล่าสุดที่พัฒนาเป็นรายแรกที่อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่สามารถยืนยันตัวตน (Face-to-Face) ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการธุรกิจหลักทรัพย์ไทย และยังเป็นการต่อยอดจากแนวคิดที่ให้ลูกค้ายืนยันตัวตนที่ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอิเลฟเว่น POLAR ไม่ได้มาเล่นๆ! เตรียมดำเนินคดีแก๊งค์จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และกลุ่มพลังงานร่วงลงตามราคาน้ำมัน โดยหุ้นเชฟรอน คอร์ป ดิ่งลง 4.4% หุ้นอัลโค อิงค์ ร่วงลง 4.3% หุ้นฟรีพอร์ท แมคมอแรน ร่วงลง 8.7%, หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลงเช่นกัน นำโดยหุ้นเจพี มอร์แกน ร่วงลง 4.2% และหุ้นซิตี้กรุ๊ป ปรับตัวลงอย่างน้อย 3.2% ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอ่อนแรงลง โดยหุ้นแอปเปิล อิงค์ และไมโครซอฟท์ คอร์ป ต่างก็ร่วงลงกว่า 2.2%,แนวรับ 1.37-1.40 บาท ,รวมถึงมีมติอนุมัติการออกหุ้นกู้ เพื่อใช้ในการดำเนินงานของบริษัท โดยมีมูลค่ารวมของหุ้นกู้ที่ยังไม่ไถ่ถอน ณ ขณะใดขณะหนึ่ง กำหนดไว้ไม่เกิน 1 พันล้านบาท หรือในสกุลเงินอื่นในอัตราที่เทียบเท่า สำหรับหุ้นกู้ระยะสั้นไม่เกิน 270 วัน และหุ้นกู้ระยะยาวไม่เกิน 10 ปี TRS กำไรปี 58 18.63 ลบ. เทียบกับปี 57 ขาดทุนที่ 24.98 ลบ. กำไรต่อหุ้น 0.15 บาท เพิ่มขึ้นจาก -0.21 บาทSET ปิด 1,320.19 +25.60 จุดปัจจุบัน บริษัทมีงานในมือ (Backlog) 200 ล้านบาทที่จะรับรู้เป็นรายได้ทั้งหมดภายในปีนี้ และยังอยู่ระหว่างประมูลงานราว 300 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคาดหวังได้งานไม่ต่ำกว่า 50% ของมูลค่างานทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทยังรอการเปิดประมูลงานเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในช่วงไตรมาส 2/59 มูลค่างานราว 100-200 ล้านบาท สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่า การผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) ของสหรัฐ จะลดลง 600,000 บาร์เรลต่อวันในปีนี้ และคาดว่าจะลดลงอีก 200,000 บาร์เรลต่อวันในปีหน้า ช่วยลดความกังวลในภาวะอุปทานล้นตลาด และช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 1.84 ดอลลาร์ หรือ 6.2% ปิดที่ 31.48 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อคืนนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จัดงาน SET Thai Corporate Day 2016: Driving Economy with Sustainable Growth เชิญหน่วยงานภาครัฐให้ข้อมูลความคืบหน้าโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งมวลชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังเป็นเวทีให้ผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศเข้ารับฟังศักยภาพ โอกาสการลงทุนในไทยจากผู้บริหาร 50 บริษัทจดทะเบียนไทยในวันที่ 7-8 มี.ค. ทั้งนี้ขอความกรุณาเผื่อเวลาในการเดินทาง เบื้องต้นทางบีทีเอสชี้แจงว่าอยู่ในขณะเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนล่าสุดทางบีทีเอส ได้แจ้งความคืบหน้าผ่านทางทวิตเตอร์ ระบุว่า BTS ปรับเส้นทางการบริการสายสุขุมวิทดังนี้ จากสถานีหมอชิต-สยาม-หมอชิต, สยาม -แบริ่ง-สยาม จนกว่าจะแก้ไขปัญหาแล้วเสร็จด้านมุมมองตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินดอลลาร์สหรัฐซื้อขายอยู่ที่ระดับ 35.50 35.70 บาท/ดอลลาร์ เกือบทั้งสัปดาห์ แต่ค่าเงินบาทกลับอ่อนค่าอย่างรวดเร็วไปที่ระดับ 35.78 บาท/ดอลลาร์ ในสิ้นวันศุกร์ โดยปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมากมาจากการเก็งกำไรว่าจะมีกระแสเงินทุนไหลออกทั้งจากบริษัทต่างชาติที่จะแลกเงินกลับประเทศและบริษัทไทยที่ต้องนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศในช่วงสิ้นเดือนนี้ เรามองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และแนะนำให้จับตาการรายงานตัวเลขจีดีพีของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ซึ่งถ้าภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้น ค่าเงินดอลลาร์ก็ไม่น่าจะสามารถปรับตัวขึ้นไปต่อได้ สำหรับสัปดาห์นี้ ศูนย์วิเคราะห์ฯ คาดว่าค่าเงินดอลลาร์จะซื้อขายในกรอบ 35.55-35.85 บาท/ดอลลาร์ คนกรุงวิ่งวุ่น! BTS เช้านี้เกิดเหตุขัดข้องที่จุดสับราง Valuation : ราคาหุ้นยังคง Laggard สวนทางกับแนวโน้มผลประกอบการขาขึ้น Upside สูง 47.5%。

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

China’s Challenges: Environment
Credit: Leo Fung

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

Their ability to do so will depend on what they are driving—which remains open to question. For all the talk of the ‘Chinese model,’ nobody can seem to agree whether it’s a juggernaut or a jalopy.

From a purely economic perspective, it looks very much like a juggernaut. Having overtaken Japan and still motoring along at double-digit pace with a fifth of the world’s population on board, the speed and size of China’s GDP is awe-inspiring. But from an environmental viewpoint, it more closely resembles a jalopy—belching fumes, wasting fuel and constantly in need of a radiator refill.

Over the past five years, China has become the world’s biggest energy consumer and greenhouse gas emitter. Its longstanding problem of water scarcity in the north has been compounded by pollution, overuse and drought, to leave an accumulated deficit of more than 200 billion cubic meters.

These problems show no signs of abating without an overhaul. On the latest trends of population growth, rising affluence and energy use, the emissions of the average person in China will surpass those of Europeans within five years and Americans within 10. Demands for water, energy, food and almost every other resource will also intensify, despite warnings that they are already beyond sustainable levels.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Until now, Beijing has managed to avert a crisis with a series of supply-side solutions to provide more water and fuel, while tinkering with the engine mid-drive.

It has embarked on the world’s biggest hydro-engineering project—the South-North Water Diversion Project—to channel rivers to the dry north. It has intensified diplomatic and trade efforts to secure coal, oil, timber and other resources in Australia, Africa and South America—adding to the competitive pressures with the United States. And it has boosted the efficiency of its industrial sector by investing heavily in new power plants and renewable energy.

The upgrade to a sleeker, low-carbon economy is an expensive and difficult task that is a long way from completion, but China appears ready to pay. Last year, it invested $34 billion in ‘clean technologies’ compared to the United States’ $18 billion, according to the World Resources Institute. The two biggest alternative energies—hydro and nuclear—will see a rapid expansion over the next decade, though they too have an environmental cost. Wind energy generating capacity is growing fast (China became number one in this field too last year), but more than a third isn’t yet connected to the grid. Development of solar power, eco-cities and electric vehicles has even further to go, but the government has committed considerable funds to realise these goals.

It has been far less willing to implement demand-side constraints, which is understandable given the relatively low living standards in China compared with developed nations and the fear of social instability if growth slows. Where it has been forced to impose limits—on pollution control—results have been mixed due to corruption, poor governance and the often conflicting goal of economic expansion. Given this background, the Politburo has preferred to set ‘intensity’ targets—for example on energy and carbon emissions—that are pegged to GDP.

But there are signs that this may be changing as the environmental road grows more bumpy, crowded and dry.? Beijing recently imposed its first restrictions on car ownership, cutting new registrations by more than two-thirds to alleviate traffic and pollution problems. Last month, state planners said China would impose a cap on annual water consumption of 670 billion cubic metres, as well as doubling spending on conservation and efficiency measures over the next 10 years.

In the next five-year economic plan—due to be unveiled in March—the government will also introduce pollution reduction targets for nitrogen oxide and ammonia in addition to the existing goals for sulphur dioxide and chemical oxygen demand. Along with a proposed environmental tax, this is likely to add to the costs of industry, but it should mean that China’s notorious smogs finally start to dissipate.

To the frustration of many trade partners—particularly Japan and the United States—the government is also limiting exports of rare earths used in high-tech manufacturing. This is partly justified on environmental grounds—the mining is dirty and China no longer wants to be a supplier of primary resources—but largely because it wants to move up the value chain by keeping those metals for production of home-made technology.

A still cleaner shift of direction, however, would entail an overall target to limit energy use—and by association set a peak for carbon emissions. This radical step is still being debated by five-year planners, who are trying to reduce China’s dependency on coal, which is the main source of greenhouse gas and acid rain, as well as being a blight on agricultural land and river systems. For all its investment in clean technologies, China remains addicted to this dirtiest of fossil fuels, which still supplies 77 percent of the nation’s energy.

Limiting the use of this primary fuel is essential for China and the world. Without this change, there can be no transition from carbon-burning jalopy to high-tech juggernaut and the drivers of the economy will find it harder to maintain control.

Easing off the accelerator now will be far easier than slamming the brakes later on.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Jonathan Watts is the Guardian’s Asia environment correspondent and author of ‘When a Billion Chinese Jump: How China Will Save the World – or Destroy It.’