The Debate

มาเฟียสล็อตฟรีเครดิต: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

หวยรัฐบาล16มิถุนายน2563,นายนริศ กล่าวว่า ในปี 59 บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการรวมประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ มีทั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ รอบนอกเมืองอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า และหัวเมืองในต่างจังหวัด มูลค่าโครงการๆละ 2.5 -3 พันล้านบาท และมีโครงการบ้านเดี่ยว 1 โครงการบนถนนประดิษฐ์มนูญธรรม มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท แต่อาจจะได้พื้นที่เพิ่มจากปัจจุบันที่มี 30 ไร่ ราคาขายราว 50 ล้านบาท/ยูนิตขณะที่ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า GDP ปีนี้มีความเสี่ยงที่จะเติบโตน้อยกว่า 3% หลังมีปัญหาภัยแล้งขณะเดียวกัน สกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเมื่อเทียบสกุลงินหลักส่วนใหญ่ก็เป็นปัจจัยที่กดดันราคาน้ำมัน เนื่องจากจะทำให้สัญญาน้ำมันดิบที่ซื้อขายกันในสกุลเงินดอลลาร์มีราคาแพงขึ้น และจะทำให้สัญญาน้ำมันมีความน่าดึงดูดใจน้อยลงในกลุ่มผู้ซื้อที่ถือเงินสกุลอื่นๆ ราคาปิด 7.30 แนวรับ 7.20-7.10 แนวต้าน 7.40-7.50 , 7.65-7.75 SET ร่วงเกือบ 10 จุด กังวลปัญหา-ภาวะเศรษฐกิจ คาดการณ์เบื้องต้นหุ้นกำไร 2Q15 ดี// Energy Petro: SCC PTTGC IVL BCP SCN / ICT: TRUE SAMTEL THCOM / Fin: MTLS SAWAD / Prop: LPN SC AMATA / Cons: CK ITD / Comm: CPALL ขณะที่หุ้น JMT ปิดที่ 15.90 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าซื้อขาย 21.53 ล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 15.90 บาท ราคาขึ้นสูงสุดที่ 16.30 บาท และราคาลงต่ำสุดที่ 15.80 บาทคำแนะนำของ ASLปรับตัวทดสอบเน้นยืน 1,480 เป็นจุดพิจารณาในวัน แนวรับ 1,476-1,472 ซื้อAOT มูลค่าการซื้อขาย 1,961.21 ล้านบาท ปิดที่ 297.00 บาท ลดลง 7.00 บาทTPIPL มูลค่าการซื้อขาย 2,068.51 ล้านบาท ปิดที่ 2.68 บาท ลดลง 0.24 บาท นายอนันต์ วงศ์เจริญ รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ กล่าวว่า สำหรับโรงงานแปรรูปสุกรแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและการประหยัดน้ำมาโดยตลอด แม้ว่าในในโรงงานจะใช้น้ำไม่มากอยู่แล้ว เพราะไม่ใช้น้ำในกระบวนการผลิต ส่วนใหญ่ใช้น้ำประปาล้างทำความสะอาดพื้นและสายพานการผลิตเท่านั้น ขณะเดียวกัน ยังนำน้ำหลังการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ ทั้งในการล้างพื้นถนน ล้างรถ และรดน้ำต้นไม้ ทดแทนการใช้น้ำประปา รวมถึงกำลังต่อยอดโครงการอนุรักษณ์น้ำด้วยการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดนี้ไปใช้ในห้องน้ำของโรงงานอีกด้วยแนวโน้มการลงทุนพรุ่งนี้ (16 ก.ค.) ทิศทางตลาดจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับผลการลงมติของรัฐสภากรีซคืนนี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เชื่อว่าตลาดจะตอบรับในทางบวกได้ พร้อมให้แนวรับ 1,480 จุด ส่วนแนวต้าน 1,500 จุดสรุปภาวะตลาดภาคเช้า : SET อ่อนตัวต่อ SET ฟื้นตัวสั้นๆ เพียงช่วงแรก จากประเด็นรัฐสภากรีซผ่านร่างแผนปฎิรูปฯ หลังจากนั้นกลับมาอ่อนตัวลงต่อ ด้วยแรงขายในสองกลุ่มหลัก คือ แบงก์ ซึ่งมีแรงขายออกมาอีกครั้งในหุ้น KBANK และ SCB หลังฟื้นตัวมาระยะหนึ่ง และกลับมากังวลงบฯจริงที่จะรายงานในสุดสัปดาห์นี้ รวมถึงกลุ่มพลังงาน ซึ่งอ่อนตัวลงตามราคาน้ำมันดิบ กดดัน SET ปิดที่ระดับ 1481.62 จุด -5.12 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย 2.1 หมื่นลบ. กลุ่มหลักแบงก์ และพลังงาน กดดันตลาดปิดลบ -1.1% และ -0.6% ตามลำดับ ขณะที่ICT ประคองตลาด ปิดบวก +0.5% ด้านตลาดภูมิภาคแกว่งแคบบวกลบคละเคล้าอย่างไรก็ตามการช่วยเหลือด้านการเงินจะเริ่มดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อแผนดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของรัฐสภากรีซและสามารถดำเนินการตามแผนได้ และเชื่อว่าราคาทองปรับลงไม่มากนักเนื่องจากกรีซยังมีความเสี่ยงที่อาจจะไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรการรัดเข็มขัดของเจ้าหนี้ได้ โดยเฉพาะประชาชนชาวกรีซรวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคไม่พอใจรัฐบาลที่ทำข้อตกลงกับยูโรโซนTASCO = 23.80 / 24.50, BR = 11.70 / 12.20, ADVANC = 247 / 250, PTTEP = 97.00 / 98.00, JAS = 5.20 / 5.30ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 3.90 พันล้านบาท หรือ 0.0892 บาทต่อหุ้น ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4.18 พันล้านบาท หรือ 0.0957 บาทต่อหุ้น,สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวลงหลังจาก EIA รายงานว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 10 ก.ค.อยู่ที่ 9.562 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมากส่วนสต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมัน เพิ่มขึ้น 438,000 บาร์เรล สู่ระดับ 57.1 ล้านบาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 58,000 บาร์เรล สู่ระดับ 218 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 3.8 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 141.3 ล้านบาร์เรล,ทั้งนี้ เมื่อกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง ได้อนุญาตให้ดำเนินการแล้ว บริษัทจะนำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อเข้าลงนามในสัญญาร่วมโครงการตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯและผู้ถือหุ้นทราบต่อไปนายนริศ กล่าวว่า ในปี 59 บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการรวมประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ มีทั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ รอบนอกเมืองอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า และหัวเมืองในต่างจังหวัด มูลค่าโครงการๆละ 2.5 -3 พันล้านบาท และมีโครงการบ้านเดี่ยว 1 โครงการบนถนนประดิษฐ์มนูญธรรม มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท แต่อาจจะได้พื้นที่เพิ่มจากปัจจุบันที่มี 30 ไร่ ราคาขายราว 50 ล้านบาท/ยูนิตแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า (20 ก.ค.) เชื่อว่าตลาดจะแกว่งไซต์เวย์ พร้อมให้แนวรับ 1,470-1,476 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,492 จุด。

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยดัชนี SET ปิดช่วงบ่าย (16 ก.ค.) ที่ระดับ 1,481.26 จุด ลดลง 5.48 จุด หรือ 0.37% มูลค่าการซื้อขาย 41,022.75 ล้านบาท FORTH ขยับนิวไฮรอบ 2 ปี หลังปักธงร่วมทุนกลุ่มสิงห์ฯ ธนาคารทุกแห่งจะกลับมาเปิดทำการ และประชาชนจะสามารถทำธุรกรรมได้มากขึ้น นายมาร์ดาสกล่าว,วันนี้เงินบาทยังเคลื่อนไหวไม่มากนัก เนื่องจากตลาดรอผลการลงคะแนนเสียงของที่ประชุมรัฐสภากรีซคืนนี้ว่าจะอนุมัติร่างกฎหมายซึ่งได้มีการระบุแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจชุดใหม่หรือไม่ ขณะเดียวกันนักลงทุนยังติดตามการแถลงนโยบายการเงินรอบครึ่งปีของนางเจนเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ต่อสภาคองเกรส เพื่อหาสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐนอกจากนี้ ยังเตรียมเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ เปิดให้บริการปริ๊นภาพจากสมาร์ทโฟน และถ่ายภาพติดบัตร ซึ่งคาดว่าจะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าในยุคดิจิตอลได้อย่างลงตัว เพราะในขณะนี้มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนหลายสิบล้านคน หากเข้ามาปริ๊นภาพกับบริษัทเฉลี่ย 1 ภาพต่อคนต่อปี ก็สามารถสร้างรายได้ให้บริษัทเป็นจำนวนมาก โดยมองตลาดยังมีโอกาสโตอีกมากทั้งในส่วนปริ๊นภาพจากสมาร์ทโฟน และถ่ายภาพติดบัตร ซึ่งได้เตรียมลงเครื่องปริ๊นภาพในเดือนกรกฎาคมนี้ และคาดว่าภายในเดือนสิงหาคม จะสามารถลงได้ครบทุกสาขาทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 250 เครื่องหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง โดยหุ้นซินเจนตา ทะยานขึ้น 4.2% และหุ้นรูบิส เอสซีเอ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์, หุ้นเอเอสเอ็มแอล โฮลดิง พุ่งขึ้น 4.3% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายในปีนี้ ขณะที่เบอร์เบอรี กรุ๊ป ดิ่งลง 2.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยยอดขายในฮ่องกงซบเซาลง อย่าลืม! KBANK แจ้งปิดปรับปรุงระบบชั่วคราว 17-19 ก.ค. นี้,ขณะที่นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในวันนี้ รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิ.ย., ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน-การอนุญาตก่อสร้างเดือนมิ.ย. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงต้นเดือนก.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนJMT ประกอบธุรกิจ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ บริษัทให้บริการแก่ผู้ว่าจ้างที่เป็นสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการต่างๆ ซึ่งประสงค์จะให้บริษัทฯ ติดตามและดำเนินการให้ลูกหนี้ของผู้ว่าจ้างชำระคืนหนี้ ขอบเขตการให้บริการ ครอบคลุมถึงการรับจ้างติดตามและจัดเก็บหนี้ รวมถึงงานด้านกฎหมาย ได้แก่ ฟ้องและสืบทรัพย์คดี 2) ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ โดยซื้อหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทต่างๆ และนำมาบริหารจัดเก็บหนี้ 3) ธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยเน้นให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้วทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะ และเน้นปล่อยสินเชื่อให้แก่บุคคลธรรมดา, ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.0895/0897 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.0920 ดอลลาร์/ยูโร、ผลบอล、นายธนสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับแผนการตลาดในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมจัดอีเวนท์ 2 งานใหญ่ ประจำปี เพื่อกระตุ้นยอดขายกล้องถ่ายภาพในช่วงไฮซีซั่น โดยในเดือนกันยายน เตรียมจัดงาน Big Camera, Big Pro Days ซึ่งเป็นงานที่บริษัทจัดขึ้นเอง และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดีเยี่ยมตลอด และในเดือนพฤศจิกายน เตรียมเข้าร่วมงาน Photo Fair 2015 ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี, สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ เผยการที่ตลาดหุ้นจีนมีความผันผวนในช่วงนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ และระบบการเงินของประเทศ เนื่องจากธนาคารของจีนลงทุนโดยตรงในตลาดหุ้นไม่มากนักทั้งนี้ KOOL ประกอบธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์พัดลมไอเย็น พัดลมไอน้ำ และพัดลมอุตสาหกรรมภายใต้ตราสินค้า MASTERKOOL และ Cooltop และให้บริการเช่าใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆและออกแบบติดตั้งระบบระบายความร้อนภายในโรงงานและคลังสินค้าBTS : รถด่วนขบวนสุดท้าย แนวรับ 9.90 บาท แนวต้าน 10.60 บาท FVC แนะนำซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้านคำค้นBRLIVEPTTEPQTCTPIPL บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320คำแนะนำของ ASLปรับตัวทดสอบเน้นยืน 1,480 เป็นจุดพิจารณาในวัน แนวรับ 1,476-1,472 ซื้อ。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.