Trans-Pacific View | Politics

top online multiplayer games pc: The US Consensus on China Is Just a Mirage

เค ดิ ต ฟรี ใหม่ ล่าสุด,กราฟกลับตัวเป็น W shape โดยราคาสามารถยืนปิดเหนือเส้น EMA 10 วันได้ พร้อมกับเครื่องมือ RSI ชี้ขึ้นสนับสนุนเป็นสัญญาณซื้อ และมี Volume เพิ่มขึ้นหนาแน่นจึงมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ VNG ทำจังหวะขึ้นเร้าใจ ผ่านแนวต้านสำคัญ High เดิมที่ 9.15 บาท พร้อมกับ Volume ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามด้วย แสดงให้เห็นถึง Momentum เชิงบวกที่ยังคงมีเข้ามากับ VNG ต่อเนื่องอีกทั้งบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อซื้อกิจการธุรกิจพลังงานทดแทน 1 โครงการ มูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถสรุปดีลดังกล่าวภายใน 1-2 เดือนนี้ โดยที่มาของเงินลงทุนจะมาจากการแปลงสภาพวอร์แรนต์ ซึ่งจะครบกำหนดในเดือน ม.ค.59 โดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จะเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่ไตรมาส 3/58 เป็นต้นไป คาดว่าจะได้เงินมากว่า 300 ล้านบาท"ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้กรีซเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรปดีดตัวขึ้นหลังจากที่ร่วงลงติดต่อกัน 4 วันทำการก่อนหน้านี้ โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่า นางอังเกลา แมร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีอาจจะยอมรับเงื่อนไขการปฏิรูปเศรษฐกิจของกรีซอย่างน้อย 1 เงื่อนไข ซึ่งจะช่วยปูทางให้กลุ่มเจ้าหนี้การตัดสินใจในการให้ความช่วยเหลือกรีซ เนื่องจากเยอรมนีเป็นประเทศที่มีส่วนในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซมากที่สุด" ด้านการลงทุนปีนี้บริษัทจะใช้งบราว 1 พันล้านบาท เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งที่ 3 กำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 600 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำตาลเป็น 20,000 ตันต่อวัน จากปีนี้ที่มีกำลังการผลิตน้ำตาล 17,000 หมื่นตันต่อวัน โดยทั้ง 2 โครงการจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 59 เป็นต้นไปทั้งนี้ UP เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 3 เมกะวัตต์ มีโครงการตั้งอยู่ใน ต.หนองหญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ โดยโครงการเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.55 มีปริมาณขายตามสัญญา 2.99 เมกะวัตต์ ระยะเวลา 5 ปีนับจากวันที่เริ่มผลิต และต่อเนื่องครั้งละ 5 ปีโดยอัตโนมัติ โดยได้รับส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้า (Adder) ที่ 8 บาท/หน่วย เป็นเวลา 10 ปี ถึงวันที่ 18 ก.ค.65ที่มา : ก.ล.ต.ด้านนายรัฐชัย ธีระธนาวัฒ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บล.อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย)) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของสยามราช กล่าวว่า ขณะนี้ สยามราช อยู่ระหว่างยื่นไฟลิ่ง โดยจะขอเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวน 75,000,000 หุ้น คิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วภายหลังการเพิ่มทุน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปเป็นเงินทุนสนับสนุนโครงการและเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ โดยคาดว่าบริษัทจะเข้าจดทะเบียนในตลท. ภายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ล่าสุดมีข่าวบวกเรื่องการรุกสื่อโฆษณากับธุรกิจการบิน หลังเข้าซื้อหุ้น แอลอีดี แอดวานซ์ 20% ที่ทำธุรกิจสื่อโฆษณาในสนามบินของ AOT* 3) Valuation เริ่มไม่แพง (เชิงเปรียบเทียบกับ PLANB) โดย VGI มี PE ปีนี้ 25 เท่า และ Dividend yield ?3% สำหรับนักลงทุนที่ซื้อ PLANB ตามที่แนะนำก่อนหน้า แนะนำ เปลี่ยนตัวเล่น มาที่ VGI*ทั้งนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2558 มีมูลค่าการระดมทุนรวมทั้งสิ้น 144,237 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 3.25 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ,ด้านนายรัฐชัย ธีระธนาวัฒ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บล.อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย)) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของสยามราช กล่าวว่า ขณะนี้ สยามราช อยู่ระหว่างยื่นไฟลิ่ง โดยจะขอเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวน 75,000,000 หุ้น คิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วภายหลังการเพิ่มทุน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปเป็นเงินทุนสนับสนุนโครงการและเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ โดยคาดว่าบริษัทจะเข้าจดทะเบียนในตลท. ภายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้แรงซื้อหุ้นน้ำมันผลักดันตลาดขึ้นต่อเนื่องระยะสั้น เป้าหมายดัชนี SET 1,525 จุด น.ส.ปารีณา พ่วงศิริ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย(KBANK) ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังจากการลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้งติดต่อกันในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วถึง 4.5% เมื่อเทียบกับสกุลเงินของคู่ค้า ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแทรกแซงค่าเงินจะส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงได้รวดเร็วและเป็นวงกว้างกว่า เนื่องจากมูลค่าตลาดส่งออกของไทยสูงกว่าตลาดสินเชื่อถึง 17 เท่าโดยผู้บริหารบริษัท KTIS กล่าวว่า บิ๊กล็อตมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทเป็นเพียงการขายตามสัญญาที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนในการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) โดยนางหทัย ศิริวิริยะกุล สัญญาว่าจะขายหุ้นให้บริษัท 3 เอส โฮลดิ้ง สัดส่วน 25% ซึ่งในวันนี้ขายให้อีกจำนวน 7,000,001 หุ้น เพื่อให้ครบ 25% และส่วนที่เหลือจำนวน 482 ล้านหุ้นนั้น นางหทัยขายให้บริษัท หทัยจรูญเอกโอลดิ้ง เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจะต้องขายอีกหลายล็อตเพื่อให้ครบ 35% ตามสัญญา SET Index ปิดภาคเช้าที่ระดับ 1,503.73 จุด +11.41 จุด (+0.76 %) ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 14,678.97 ลบ.โดยการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลประเด็น การรวมหุ้น A-shares ของจีน เข้าคำนวนใน MSCI EM Index,อย่างไรก็ตาม ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,730.94 จุด เพิ่มขึ้น 1.89 จุด, +0.11% ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 5,049.20 จุด ลดลง 64.33 จุด, -1.26% ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เปิดวันนี้ที่ 7,321.33 จุด ลดลง 2.11 จุด, -0.03% ส่วนดัชนี S P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียเปิดวันนี้ที่ 5,471.30 จุด ไม่เปลี่ยนแปลงทั้งนี้ บริษัทยังคงแสวงหาโอกาสในการพัฒนาโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคแห่งใหม่ๆ ทั้งในภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยเพื่อกระตุ้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจให้อาเซียนก้าวหน้าไปด้วยกันสำหรับการขยายการลงทุนในต่างประเทศ ที่มองคือการจัดงานมอเตอร์โชว์ในเวียดนาม และขยายตลาดต่อเนื่องในอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าปีนี้อุตฯโฆษณายานยนต์ในอินโดฯจะเติบโต 10% จากปีก่อนโต 7% ลูกค้าหลักๆก็จะเป็นค่ายฮอนด้า นอกจากนี้ อยู่ระหว่างศึกษาช่องทางเพิ่มตลาดต่างประเทศไปเรื่อยๆ ซึ่งนโยบายขยายสาขาต่างประเทศหรือการไปลงทุนในต่างประเทศจะพิจารณา 4 ปัจจัย คือภาพรวมประชากร วอลุ่ม ดูการโตของอุตฯโฆษณา อัตราการแข่งขันในตลาด ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัทมีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 10 แห่ง และเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย อบรมถ่ายภาพจากช่างภาพมืออาชีพ เพื่อคอยแนะนำเทคนิคการถ่ายภาพให้กับลูกค้า ซึ่งทำให้ยอดขายกล้องยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ยังมีการจัดไลน์อัพสินค้า จับกระแสโดนใจลูกค้า เช่น กล้องมิลเลอร์เลส กล้องโพลาลอยด์ กล้องฟรุ้งฟริ้ง ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมากโดยการปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์นั้น จะเน้นการปล่อยให้กับลูกค้าเดิมก่อน ซึ่งจะคัดเลือกแต่ลูกค้าชั้นดี เพื่อที่จะควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ในระดับ 1.5% ซึ่งช่วงแรกๆ ก็จะเป็นเพียงการทดลองตลาดก่อนยังจะไม่บุกมากนัก เพราะการปล่อยสินเชื่อในรูปแบบเดิมก็ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่สำนักข่าวอินโฟเควสท์ รายงานตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนตัวผันผวนในช่วงเช้านี้ โดยตลาดหุ้นบางแห่งอ่อนแรงลงเนื่องเพราะได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มสินค้าเพื่อผู้บริโภค ขณะที่ตลาดหุ้นบางแห่งดีดตัวขึ้นตามความแข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มพลังงาน。

นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณด้านบวกว่า นายกรัฐมนตรีอเล็กซิส ซิปราสของกรีซ จะหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีของเยอรมนี และประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ของฝรั่งเศส นอกรอบการประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป-ละตินอเมริกา ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ขณะที่การพบกันของผู้นำทั้ง 3 มีขึ้น ท่ามกลางความหวังว่าจะช่วยผลักดันความคืบหน้าในการเจรจาให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซโดยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรที่แข็งแกร่งเกินคาดได้หนุนหุ้นกลุ่มผู้ผลิตเครื่องจักรดีดตัวขึ้น โดยหุ้นโตชิบา แมชีน พุ่งขึ้น 4.4% และหุ้นโอเคเค ดีดขึ้น 2.8%, ฮั่งเส็งปิดทะยาน 220.21 จุด รับผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจีนระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway up มีลุ้นที่จะปรับตัวขึ้นไปที่กรอบบนของกรอบ sideway ได้อีกครั้งสั้นๆ ไม่ต่ำกว่าแนวรับแถวๆ 9 บาทอีก แนะนำซื้อเก็งกำไรหวังผลดีดกลับขึ้นไปแถวๆ 10-10.50 บาทก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 8.80 บาท ,ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้กรีซเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรปดีดตัวขึ้นหลังจากที่ร่วงลงติดต่อกัน 4 วันทำการก่อนหน้านี้ โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่า นางอังเกลา แมร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีอาจจะยอมรับเงื่อนไขการปฏิรูปเศรษฐกิจของกรีซอย่างน้อย 1 เงื่อนไข ซึ่งจะช่วยปูทางให้กลุ่มเจ้าหนี้การตัดสินใจในการให้ความช่วยเหลือกรีซ เนื่องจากเยอรมนีเป็นประเทศที่มีส่วนในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซมากที่สุดแนวโน้มภาคบ่าย: ปรับขึ้นตามภูมิภาคส่วนเศรษฐกิจสหรัฐนั้น คาดว่าจะขยายตัว 2.7% ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.5% และคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโต 7.1%,CPR (Bt 5.20 เป้าเทคนิค 5.50-6 cut loss ถ้าหลุด 4.74),รวมทั้งความกังวลจากปัจจัยต่างประเทศ อาทิ ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด และปัญหาการชำระหนี้ IMF ของรัฐบาลกรีซมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ SET และ mai อยู่ที่ระดับ 14.42 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.26% จากสิ้นปี 2557 ส่วนผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม ด้วยมูลค่า 3,118 ล้านบาทโดยดัชนี Stoxx Europe 600 อ่อนตัว 0.1% แตะ 383.55 เมื่อเวลา 8.27 น.ตามเวลาลอนดอนมูลค่าการซื้อขาย 18,745.56 ล้านบาททั้งนี้ UP เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 3 เมกะวัตต์ มีโครงการตั้งอยู่ใน ต.หนองหญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ โดยโครงการเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.55 มีปริมาณขายตามสัญญา 2.99 เมกะวัตต์ ระยะเวลา 5 ปีนับจากวันที่เริ่มผลิต และต่อเนื่องครั้งละ 5 ปีโดยอัตโนมัติ โดยได้รับส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้า (Adder) ที่ 8 บาท/หน่วย เป็นเวลา 10 ปี ถึงวันที่ 18 ก.ค.65 Oil 2190 2250นอกจากนี้ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S P) ยังได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซลงสู่ระดับ CCC หรือระดับขยะ ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ว่า รัฐบาลกรีซอาจจะผิดนัดชำระหนี้ภายใน 12 เดือนข้างหน้านี้ หากกรีซไม่สามารถทำข้อตกลงกับกลุ่มเจ้าหนี้ได้ Opportunity Day: (11 มิ.ย.) SUPER MTLS COLOR BTS TKTอนึ่ง P-TECH ซึ่งทำธุรกิจให้บริการด้านทดสอบแบบไม่ทำละลาย ในธุรกิจก่อสร้างที่เกี่ยวกับเหล็กท่อโลหะในอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน อาคารสูง โรงงานอุตสาหกรรมSMT (Bt 10.70 เป้าเทคนิค 11-12 cut loss ถ้าหลุด 10)TKS (BUY:[email protected]): ปี 58-59 คาดกำไรโตปีละ 16.7% จากปัจจุบันที่มี Backlog 1 พันลบ. และการรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่ที่มีอัตรากำไรสูง + ยังมี Upside Risk จากแผนลงทุนใน บ.โลจิสติกส์ และตั้งโรงพิมพ์ในเมียร์มาร์ ซึ่งคาดจะเห็นความชัดเจนช่วง 2Q58 บวกกับปัจจุบันยังมี Upside 26% และคาด Div. Yield ปีละ 6.9% จึงคงแนะนำ ซื้อ ,SMTทะลุกรอบรูปแบบ Bullish Flag ปิดที่ระดับสูงสุดของวันพร้อมปริมาณการซื้อขายสูงสนับสนุนในจังหวะ Breakout แนวต้านแรกที่ 11.30 บาท และเป้าหมายระยะกลางที่ 12.20 บาทอย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่หลายรายของสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกมาปฏิเสธที่จะยอมรับข้อเสนอดังกล่าวของกรีซ โดยระบุว่า ข้อเสนอเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ EU มอบเงินช่วยเหลืองวดต่อไป และสมาชิก EU หลายประเทศไม่สามารถยอมรับได้ส่วนงบลงทุนปีนี้ตั้งไว้ 50-80 ล้านบาท รองรับธุรกิจในและต่างประเทศ เพื่อลงทุนในโปรเจกต์ใหม่ๆ ซัพพอร์ตบริษัทลูกในต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ พม่า อินโดฯ โดยเงินลงทุนจะมาจากการเพิ่มทุนขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (RO) ซึ่งผู้ถือหุ้นใช้สิทธิ์ครบทั้งจำนวน? สรุป SET100 (ภาคเช้า) MAJOR บวกสูงสุด 4.03%อย่างไรก็ตาม Call DW บนหุ้นหลายตัวปิดบวกโดดเด่นตามการพุ่งขึ้นของหุ้นอ้างอิง ตัวอย่างเช่น SAMART ซึ่งปิดตลาด +8.0% ส่งผลให้ Call DW ที่เกี่ยวข้องปรับตัวขึ้นแรง เช่น SAMA28C1510A +50.0% SAMA28C1512A +27.3% รวมทั้ง Call DW บนหุ้น TPIPL STEC และ QH ซึ่งบวกขึ้นแรงเช่นกันนอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้ารายใหม่ 3 ราย จากปัจจุบันมีลูกค้าหลักอยู่ 7 ราย โดยลูกค้าใหม่จะเป็นกลุ่มยานยนต์และมอเตอร์ไซด์ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มโมบายทั้งนี้ บริษัทยังคงแสวงหาโอกาสในการพัฒนาโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคแห่งใหม่ๆ ทั้งในภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยเพื่อกระตุ้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจให้อาเซียนก้าวหน้าไปด้วยกัน。

Anyone hoping that U.S. China policy will avoid the pitfalls of growing political polarization is going to be disappointed.

The US Consensus on China Is Just a Mirage
Credit: Depositphotos

It’s been assumed that Washington, D.C. has finally reached a consensus on China and any suggestion that differences may persist is gently chided. U.S. relations with China are described as the “last bipartisan issue in Washington,” and there’s some evidence of that. Republican Senator John Barrasso said that China is an “enduring strategic threat to us” and emphasized that “[i]t’s important to speak with a unified voice.” Democratic Senator Tim Kaine said that “even if we had criticisms occasionally about Trump’s strategy on China, we didn’t criticize his motive. We thought, ‘He sees the challenge the right way.’” The U.S. public seems to be on board too, with the Pew Research Center reporting large bipartisan majorities of Americans in support of promoting human rights in China.

It’s not hard to see why either – China gives Americans the foreign adversary that they love to pit themselves against and provides a foolproof argument for stimulating domestic industry. China’s economic practices are problematic, its military posturing directly threatens U.S. allies, and reports of its human rights abuses are abhorrent. In other words, there’s something for everyone to dislike.

The problem is it won’t last. Nature abhors a vacuum; U.S. politics abhors consensus. As long as political incentives lead parties to differentiate themselves and exploit divisions to play to political bases, then any consensus will be superficial and fleeting. In fact, anyone hoping that exploiting a threat from China will bring Americans together is going to be disappointed – research has shown that external threats have almost no bearing on domestic polarization.

Just because there’s superficial consensus for now doesn’t mean the parties are identical, either. Meaningful differences exist between the parties – basically Republicans prefer military spending and Democrats prefer industrial policy, though that’s a crude oversimplification. But under conditions of polarization, what those differences are is less important than the fact that differences exist. In polarized politics, bipartisanship is a practical consideration rather than a value of its own. Once practical considerations change, the need for bipartisanship evaporates.

For one thing, political science research has shown that bipartisanship is an electoral strategy that works best when politicians want to secure the support of voters outside of their party, the proverbial swing voters – in other words, bipartisanship is not a natural condition but only possible when incentives permit it. During the Cold War, this helped enable the liberal internationalist coalitions that defined much of U.S. strategy toward the Soviet Union. But with the incentives for bipartisanship removed – and when incentives steer parties toward emphasizing differences – then it’s harder to see how a new “Cold War consensus” could emerge. As researchers Robert Shapiro and Yaeli Bloch-Elkon wrote in 2008, “differences between Democrats and Republicans, and liberals and conservatives, have been as high as 70 percentage points. By comparison, partisan differences did not reach more than 20 points during the Korean War.” In fact, foreign policy could even act as a wedge issue deliberately intended to divide voters by appealing to core constituencies and peeling away swing voters.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

It’s not hard to see how this could apply to U.S. policy toward China (and already has). Indeed, the fissures are already there to be exploited. Senate Minority Leader Mitch McConnell has already warned Democrats against putting government programs under the umbrella of “China policy.” Lines of attack against Biden have been opened from the left, not only from overtly socialist outlets like Jacobin but also from more mainstream outlets like The Progressive and The Nation, as well as members of Congress. Differences can emerge among voters too – in the Pew Research poll mentioned above, Republicans support limiting China’s power and growth more than Democrats by an almost 2:1 margin. In fact, Republicans and Democrats are inversed in terms of whether they prefer the promotion of human rights or preventing China’s rise.

Obviously, it’s often healthy to avoid consensus. Rather than being an intrinsic good unto itself, the value of consensus is the political space it makes available for constructive decision making. One of the reasons the United States found itself engaged in Afghanistan and Iraq for so long was because critical perspectives were marginalized in deference to a consensus that was based on faulty grounds. Some of the pushback against deepening confrontation with China is well-intentioned and thoughtful, relating to concern over what it may mean for military spending relative to other priorities, concern that the threat is exaggerated, or that it may limit the possibilities for cooperation in areas of common concern such as climate change.

The first problem isn’t that there’s something wrong with new and different ideas, it’s the question of what happens when it’s time to arbitrate among those different perspectives in order to actually move policy. This is especially challenging in intraparty disputes when political allies want input over the policy process and effectively circumscribe the options available to Biden. For example, the Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (formerly just the TPP) is a massive agreement that meaningfully contributes to economic growth in the Asia-Pacific and sets a high standard for economic rules and norms, which will go a long way toward determining the geopolitical shape of the Asia-Pacific, but U.S. participation is a nonstarter given ratification is almost completely nonviable politically. If the United States maintains a light economic foothold in East Asia because executive orders and enforcement are the only practical steps the Biden administration can take, it ultimately won’t advance U.S. goals of setting rules and connecting markets.

Then there’s the other, bigger, and distinctly modern American problem of what to do when critics are opening lines of attack just for the sake of it and using distinction to create difference. It’s one thing to be an arbitrator in a marketplace of ideas, but a much different thing to do that when the critics aren’t arguing in good faith but still command serious influence in the policy process. This is why McConnell’s line about keeping initiatives to respond to China focused and limited can have the practical effect of putting a ceiling on the nature of Biden’s response and can lead to the possibility that initiatives take a least-common-denominator approach that garners the broadest support – very frequently, military spending, even if a more multifaceted response is in order. There’s also the ominous situation of hawks getting more hawkish simply to differentiate themselves from Biden, bringing with it the risk of such figures boxing themselves in on the options available to them and increasing the rhetoric that causes violence against Asian-Americans.

The most enduring consensus will be the mostly broad agreement on the nature of the challenge posed by Xi Jinping’s leadership, which itself is not a bad thing to come to an agreement on. Agreeing on how exactly to respond to that challenge will be much more difficult. If responding to China depends on bipartisan consensus, discerning which actors in Washington are operating in good faith and which are playing the role of an insincere spoiler will almost be as important as any strategy document.