Asia Defense | Security | East Asia

แจก รหัส คูปอง โบนัส fun88: How Chinese Unmanned Platforms Could Degrade Taiwan’s Air Defense and Disable a US Navy Carrier

777slotxo, นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พลังงาน คาดธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว ทั้งนี้หากมีการเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยจริงจะส่งผลกระทบให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินทั่วโลกขณะที่จะเข้าสู่ช่วง High Season ในไตรมาส 4/58 อีกทั้งมีรายได้จากดีล HBK และการเข้าซื้อแม็กซ์วิวเริ่มรับรู้รายได้ก่อนสิ้นปี นอกจากนี้คาดว่าดีลมาเลเซียแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4/58 ทั้งนี้ให้มูลค่าเหมาะสมปี 58 ที่ 6.90 บาท ด้วยวิธี DCF (WACC 9.2%, L-T 4.0%) แนวรับ 5.9/5.8 บาท แนวต้าน 6.2/6.4 บาท,นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากสกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และจากการที่สหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ร่วงลง 0.5% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน บ่งชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ อันเนื่องมาจากการร่วงลงของราคาน้ำมัน และดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น。 อย่างไรก็ตามด้านการส่งออกในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1-3% หลังเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ มองว่าหากธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็จะทำให้ค่าเงินบาท เคลื่อนไหวที่ราว 35.6 บาท/ดอลลาร์ แต่หากสหรัฐฯยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าทะลุ 35 บาท/ดอลลาร์ และในปี 59 หากสหรัฐฯปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินบาทก็น่าจะเคลื่อนไหวที่ราว 34.75 บาท/ดอลลาร์ แต่หากไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้นทะลุ 34 บาท/ดอลลาร์กลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: คาดทรงๆ โดยกรอบบนช่วงนี้ ยังถูกจำกัดที่แนวต้าน 1414 และ 1418 จุด ส่วนการอ่อนตัว หากต่ำกว่า 1405 จุด ในช่วงบ่าย คาดจะเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวในแดนลบ แนวรับมีที่ 1400 จุด ต่ำกว่าจะเป็นสัญญาณลบมากขึ้น โดยมีแนวรับถัดไปที่ 1390 และ 1380 จุด ตามลำดับ กลยุทธ์ ขายทำกำไรบางส่วน โดยเฉพาะหาก SET ต่ำกว่า 1400 จุด ส่วนการซื้อเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำหุ้นสัญญาณที่ดีทางเทคนิค ได้แก่ ICHI (รับ 16.20 ต้าน 17.50 Cut 15.70) และ STPI (รับ 15.00 ต้าน 16.10 Cut 14.60)SET ขึ้นต่อยืนเหนือ 1,420 จุดหลังปรับฐานจบ เป้าหมายถัดไป 1,440 จุดANAN (ราคาปิดภาคเช้า 3.96)นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้จากการเรียนการสอนจากธุรกิจการศึกษาเพิ่มขึ้นจำนวน 33.10 ล้านบาท คิดเป็น 20.66% ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทที่มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาทุกๆ ปี ในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ บริหารธุรกิจ และบริหารการศึกษา เนื่องจากอัตรานิสิตมีจำนวนมากขึ้น ,SET50 908 916Res 2.88-2.98 / Sup 2.62สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น ข้อมูลการส่งออกของไทยล่าสุดในเดือน ส.ค.58 ชี้ว่าการส่งออกของไทยไปจีนเริ่มปรับดีขึ้นจาก สินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคและสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นผลจากนโยบายภาครัฐ เช่น การห้ามใช้ข้าวโพดผลิตเอทานอล ผู้ผลิตจึงหันมานำเข้ามันสำปะหลังทดแทน และการที่รัฐบาลเก็บภาษีนำเข้ายางคอมปาวด์ซึ่งส่งผลดีต่อยางพารา และน้ำตาลได้อานิสงส์จากการลดพื้นที่ ประกอบกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามรายได้,ราคาปิด 11.70 แนวรับ 11.30,11.20-11 แนวต้าน11.90-12.10STPI 15.10 ตั้งหลักมั่นคงแล้ว น่าซื้อดักรีบาวด์หลังได้แรงหนุนจากเครื่องมือระยะสั้นและแรงซื้อที่หนาแน่น เก็งกำไร แนวรับ 14.90 แนวต้าน 15.60, 15.90 Cut loss 14.70 บ. JAS มูลค่าการซื้อขาย 1,776.18 ล้านบาท ปิดที่ 5.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาทKTBปิดที่ 17.70 บาท ลดลง 0.10 บาททั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่า เงินเฟ้อของฝรั่งเศสยังอยู่ที่ระดับต่ำเป็นเวลานาน แม้ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) อัดฉีดเงินเข้าระบบผ่านโครงการซื้อสินทรัพย์สภาพคล่องของบริษัทอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมอยู่ที่ 14%-17% ในช่วงปี 2556 ถึงช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนดังกล่าวจะอยู่ในระดับที่สูงกว่า 10% ในขณะที่อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายจะอยู่ในระดับที่สูงกว่า 5 เท่า。

ทั้งนี้ ในการเสนอปรับเกณฑ์ whitewash ในครั้งนี้จะมีเรื่องการนับรวม concert party การปรับปรุงการดำเนินการกับบุคคลที่ผิดเงื่อนไขการผ่อนผันให้ทำคำเสนอซื้อ เป็นต้น ยังมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์อื่นๆ เกี่ยวกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ เช่น ข้อกำหนดให้ที่ปรึกษาการเงินที่ประเมินมูลค่าหุ้นในการทำคำเสนอซื้อเพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ต้องเป็นอิสระจากบริษัทที่ต้องการเพิกถอนและผู้ทำคำเสนอซื้อ เป็นต้นอนึ่ง โรงพยาบาลลาดพร้าว ให้บริการรักษาโรคทั่วไป และให้บริการศูนย์การแพทย์ ทั้งผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลลาดพร้าว ขนาด 180 เตียง และกลุ่มบริษัทยังให้บริการตรวจวิเคราะห์ ทดสอบและวิจัยด้านอาหาร ผลิตผลการเกษตรและยา รวมถึงมีธุรกิจสนับสนุนให้บริการทางการแพทย์และพัฒนาธุรกิจ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน หุ้นยุโรปปิดลบ ตลาดวิตกเงินเฟ้อจีนชะลอตัว สินค้าหลักของบริษัทคือบ้านเดี่ยวซึ่งสร้างรายได้ในสัดส่วนประมาณ 70%-75% ของรายได้รวมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งมากซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพสินค้าและบริการหลังการขาย บริษัทประสบความสำเร็จในการขายบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์และราคาที่หลากหลาย รวมทั้งยังเสนอสินค้าที่เหมาะสมกับกำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคในทำเลแต่ละแห่ง ทำให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นเป็น 31,000 ล้านบาทในปี 2557 จาก 30,000 ล้านบาทในปี 2556 และ 25,000 ล้านบาทในปี 2555 เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวลงทำให้ยอดขายในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 ลดลง 27% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเป็น 11,000 ล้านบาทอย่างไรก็ตามมองว่าในช่วงไตรมาส 4/58 คาดว่าการบริโภคจะกลับเข้ามค่อนข้างเร็ว หลังจากที่ทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลได้ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ให้ความช่วยเหลือทั้งกลุ่มเอสเอ็มอี และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเร็วขึ้น,ขณะที่รถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมระหว่างเมืองจะเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 160 กม. และ เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 220 กม.มีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการได้ต้นปี 59ส่วนมาตรการการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐที่ออกมานั้น มองว่าน่าจะเป็นผลดีในระยะสั้นเท่านั้นที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ระบายสต๊อคของตนเองออกมา เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีสต๊อคจำนวนมากทำให้เกิดโอเวอร์ซัพพลาย โดยเฉพาะโครงการขนาดกลาง-ล่าง แต่หวังว่าหากมาตรการดังกล่าวได้รับผลตอบรับที่ดีอาจจะมีการขยายระยะเวลาของมาตรการดังกล่าวออกไปได้อีก,กลยุทธ์เน้นทยอยขายทำกำไร และรอซื้อเมื่ออ่อนตัว มองกรอบบ่ายนี้ที่ 1415-1428 จุด VGI ฟุ้งสื่อโฆษณาในต่างจังหวัดมาแรง ตั้งหอนาฬิกาติด LED เพิ่มอีก 5 แห่งทยอยซื้อสะสมและ Follow Buy เหนือ 488.00 บาทดัชนี MSCI Asia Pacific เพิ่มขึ้น 0.4% แตะ 134.53 จุด เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น.ตามเวลาโตเกียวBRV15 1,764 Short ตอนเช้ายังไม่ได้ รอเปิดอีกครั้งที่ 1,785 บาท เป้าหมายทำกำไร 1,755 บาท ตัดขาดทุนเหนือ 1,800 บาททั้งนี้ บริษัทได้เลื่อนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ออกไป 3 โครงการ จากเดิมที่คาดว่าทั้งจะเปิด 10 โครงการ มูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท ทำให้ปีนี้คาดว่าจะเปิดได้เพียง 7 โครงการ มูลค่ารวม 7 พันล้านบาท,พร้อมมองว่า ขณะนี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเข้าสู่รุ่นใหม่ เช่น ซีพียูเจนเนเรชันล่าสุดของอินเทล ที่เรียกว่า Intel Core 6 Generation ทำให้ผู้ผลิตสินค้าฮาร์ดแวร์ ปรับเปลี่ยนสินค้ารุ่นใหม่ตาม เพื่อรองรับเทคโนโลยีตัวล่าสุด ประกอบกับไมโครซอฟต์เปิดตัว Windows 10 ให้ผู้ใช้ได้อัพเกรดสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งแรงกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดดีมานด์และเริ่มมองหาสินค้ารุ่นใหม่มาทดแทน บล.เคเคเทรด ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำหุ้น SAWAD มูลค่าเหมาะสม 49.75 บาท คาดว่าผลประกอบการครึ่งปีหลังปี 58 เติบโตโดดเด่นต่อเนื่อง จากครึ่งปีแรกปี 58 จากนโยบายการขยายสาขาเชิงรุก และต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการออกหุ้นกู้ทั้งนี้มีธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย(CIMBT) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมี CIMBT และธนาคารกรุงไทย (KTB) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วม (Joint Lead Underwriters)โครงสร้างราคา EMC ปัจจุบันอยู่บริเวณ Bottom ราคาปรับตัวขึ้นทาให้เกิด Buy Signal รอบใหม่ และเป็นการพึ่งขยับจากฐาน Oversold พร้อมกับ Volume ที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ซึ่งเชื่อว่า EMC น่าจะสามารถเข้าเก็งกำไรได้。

A fictional war scenario showcases how emerging technological capabilities could be used in a future Sino-U.S. military confrontation over Taiwan.

How Chinese Unmanned Platforms Could Degrade Taiwan’s Air Defense and Disable a US Navy Carrier

In this Oct. 1, 2009 file photo, a truck loaded with the Chinese made drone, the ASN-207, takes part in a military parade marking China’s 60th anniversary held near Tiananmen Square in Beijing.

Credit: AP Photo/Vincent Thian, File

The question as to whether Taiwan can or should be defended by the United States in the event of Chinese military aggression has caused considerable debate in recent months within the U.S. defense and foreign policy communities. Discussions on this subject have been made more difficult as a result of emerging military technologies, especially in artificial intelligence (AI), cyber, robotics, and hypersonic systems, and questions about how they will impact both the quantitative and qualitative cross-strait military balance between China and Taiwan, as well as between China and the United States.

To help better understand the potential impact of these technologies on military power in East Asia, this short article aims to present a distinct scenario involving possible future military conflict between the United States and China over Taiwan in 2030. The scenario discussed below involves the Chinese People’s Liberation Army’s (PLA) employment of unmanned-aerial-vehicle (UAV) swarms to degrade Taiwanese air-defense systems, and unmanned underwater vehicles (UUVs) to target a U.S. Navy carrier strike group (CSG) in the Philippine Sea. The fictitious scenario in 2030 describes the emerging technological capabilities alongside novel operating concepts and highlights the role of senior decision-makers in determining the character of future conflict. A second section of the article aims to analyze the emerging technological capabilities’ current state of development in China. It should be understood that the scenarios are meant to be illustrative of emerging technological capabilities, operational concepts and leadership choices rather than resolving real political problems or predicting the character and place of actual warfighting in the 2030s.

2030 Scenario: Chinese Unmanned Platforms Degrading Taiwanese Air Defenses and Disabling a U.S. Navy Carrier

The chief of the Joint Staff Department of China’s Central Military Commission was pleased. For the past decade, the chief had been advocating for the more aggressive use of unmanned platforms, both in the air and at sea, but had faced an uphill battle against the “traditionalists,” who insisted that manned aircraft and ships should continue to take the lead in offensive operations. Now, on the third day of China’s war with Taiwan and the United States, the chief’s push for unmanned platforms appeared vindicated because of the almost simultaneous messages received at their headquarters: People’s Liberation Army Air Force (PLAAF) UAVs and People’s Liberation Army Navy (PLAN) UUVs had succeeded, respectively, in knocking out Taiwanese medium- to long-range air defenses and putting the United States’ Ford-class carrier, USS Enterprise, out of action in the Philippine Sea.

The PLAAF had unleashed almost 200 upgraded variants of the GJ-11 unmanned combat aerial vehicle (UCAV), variously fitted with ISR, electronic warfare, and weapon payloads, against Taiwan’s 40 medium- and long-range air-defense batteries. This was the last stage of the PLAAF’s “suppression of enemy air defense” operating concept, adopted in 2028. The UCAV attack was preceded by coordinated ballistic missile and cruise missile attacks, including the use of hypersonic missiles, against Taiwanese command-and-control nodes, and offensive cyber operations that temporarily degraded Taiwanese radar space-based ISR satellite systems.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The Joint Staff Department chief had pushed for the Hongdu GJ-11 and other equivalent UCAVs to enter serial production in 2022, as well as for the opening of a second GJ-11 production line under the 15th Five-Year Plan, in order to reach the goal of 200 operational long-range UCAVs by 2030. These “dispensable” platforms had now proved their worth. Multiple swarms of roughly a dozen UCAVs each ? with each swarm controlled by a single PLAAF operator via satellite links ? attacked all of Taiwan’s surviving MIM-104 Patriot, MIM-23 Hawk, and Tien Kung II and III SAM missile companies.

The more sensational news, however, came from the Philippine Sea, where the USS Enterprise had been put out of action by a swarm of armed UUVs – converted semi-autonomous Yu-9 heavy- weight torpedoes, fitted with AI-enabled sensors – launched from two PLAN Type-093A (Shang II) nuclear-powered attack submarines (SSN). Each SSN had launched over a dozen UUVs well beyond the sensor ranges of the Enterprise Carrier Strike Group (CSG) CSG escort vessels and aircraft. The UUVs were programmed to loiter in the projected transit routes of the CSG in the Philippine Sea, based on data provided by a web of seabed sensors and prepositioned communication buoys planted by the PLAN over the previous decade along the sea approaches to Taiwan.

The chief of the Joint Staff Department had been a strong advocate of “smart minefield” operating concepts, consisting of submarine-launched UUVs loitering for weeks in target areas or in shallower waters sinking to the seabed to await activation, and then ? upon receiving a strike order ? attacking their targets in swarms. To expedite their deployment, the chief had advocated conversion of existing weapons systems – Yu-9 heavyweight torpedoes – into UUVs. Such a UUV swarm had penetrated the CSG’s layered defenses, overwhelming its kinetic and non-kinetic anti-UUV defenses, with two UUVs sinking an Arleigh Burke-class guided-missile destroyer, and two other UUVs hitting and disabling the Enterprise’s four 30-tonne propellers, thereby rendering the carrier hors de combat. While the U.S. Navy had developed countermeasures that might have been expected to defeat the reconfigured torpedoes, the PLA had scored a massive espionage coup against the private U.S. corporation developing the countermeasures package, and was able to neutralize it.

State of Emerging-Technology Developments in 2021: Chinese UAVs

China’s 2019 defense white paper emphasized that “there is a prevailing trend to develop long-range precision, intelligent, stealthy or unmanned weaponry or equipment.” However, UAV swarm technology – defined as a team of drones operating collectively, interacting with each other and working toward a common goal – remains at an embryonic stage of development and is unlikely to affect the battlefield substantially in the near term. China has been developing and producing both unarmed ISR and armed UAVs for two decades. A 2018 paper by the Beijing Joint Armaments Technology Academy on UAV System Development set the specific goal for China’s defense industry to become a global leader in military UAV technology by 2035. China’s 14th Five-Year Plan (2021-25) also emphasizes the development of new UAV capabilities and technology.

In September 2020, China tested a large “suicide drone” formation of up to 200 UAVs in a simulated combat environment. The UAVs (resembling the CH-901 loitering munition) were deployed by the China Academy of Electronics and Information Technology from an array of tubular launchers. Similar tests were carried out in 2017, involving over 100 UAVs undertaking reconnaissance duties in synchronization. China reportedly intends to deploy UAV swarms from warships, ground vehicles, helicopters, and bombers. Institute for International Strategic Studies (IISS) research indicates that China’s defense industry is developing or producing more than 20 different UAV/UCAV variants, with at least 15 of these capable of reaching and operating over Taiwan from the Chinese mainland. The GJ-11, the stealth UCAV mentioned in the 2030 scenario, has reportedly been undergoing testing and evaluation with the UAV testing unit of the PLAAF, 178th Brigade, at Malan airfield in Xinjiang province in western China.

Current UAV development in China and PLA writing on the use of UAVs in future conflict together suggest that the PLA is considering using UAVs for a wide range of missions, including ISR, airborne early warning, strike, loyal wingman (involving a semi-autonomous/autonomous UAV supporting manned aircraft), and cyber and electronic warfare roles. Chinese PLA writing has focused especially on the offensive use of UAV swarms. According to an analysis by two Chinese military strategists, UAV swarms can carry out “omnidirectional defense penetration” and execute multidirectional, saturated combined attacks that may produce cyber, electronic and kinetic effects.

State of Emerging-Technology Developments in 2021: Chinese UUVs

There is little publicly available information on Chinese military UUV programs. In 2019, for the first time the PLAN revealed a UUV, designated HSU001 and apparently tailored for underwater ISR missions. However, HSU001 could also carry armed payloads. While the Yu-9 torpedoes might seem an unlikely candidate for inclusion in this category, there is a trend toward electronic propulsion in torpedoes, which would provide longer range and endurance, making them more UUV-like and more capable of a long-term, loitering-munition (i.e., mine) deployment.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Technical challenges to the successful deployment of UUVs and UUV swarms are manifold. For instance, it is necessary to overcome a host of communication and navigation challenges in order to deploy offensive UUVs against surface warships. Acoustic underwater transmission suffers from latency and low bandwidth and is also highly detectable by an adversary, while optical communication is limited to short ranges. It is also still unclear to what degree AI-enabled operating systems could effectively coordinate UUV swarms in a highly complex operating environment without human supervision. Current battery technology would also make the kind of extensive UUV deployments envisaged in the 2030 scenario very difficult. PLAN UUV development overall appears to still lag behind efforts in the U.S. and other Western countries.

China’s expanding unmanned ocean network, as well as its recent deployment of various autonomous underwater gliders, appears to confirm the PLA’s growing interest in unmanned platforms. Besides China’s ongoing oceanographic activities, the PLAN’s traditional emphasis on mine warfare ? a means to offset Western naval superiority asymmetrically ? may offer insights into future PLAN UUV operating concepts and doctrine. While in Western navies, discussions around the deployment of UUVs have focused on ISR, anti-submarine warfare, mine countermeasures, and logistics, the PLAN could adopt a more kinetic approach by accelerating the R&D of ways to convert existing heavyweight torpedoes into “smart weapons,” which could form the nucleus of autonomous minefields by 2030. The PLAN is likely closely following the discussion outside China about the combined operations of UUVs and crewed sub-surface assets. As early as 2020, the United States had declared that its sub-surface combat capability could not be reliably assessed simply by looking at its submarine count.

In addressing the military challenges of use of force against Taiwan, the PLA has always paid most attention to disabling U.S. CSGs. Since China’s most important military objective is early success in a military campaign against Taiwan ? and its most important targets in this campaign would be U.S. CSGs ? this mission set could well be the most likely to produce strategic surprise with regard to the development of new weapons and associated tactics from the PLA. Advancements in acoustic communications, navigation, and autonomy are accelerating, with new capabilities coming online all the time.

Conclusion

The scenario explored in this article illustrates two main points. First, it underlines the importance of various interacting factors that will shape the outcome of future military conflict, including personal initiative by military or political leaders; novel operating concepts and doctrine; flexible force structure; and new technological capabilities. Second, as a corollary, the scenario aims to challenge any technological determinist narrative on future conflict. Being a technological leader in 4IR technologies will not automatically translate into military success in the future battlespace. In fact, overreliance and trust in technological superiority at the expense of the aforementioned factors may prove to have the opposite effect.

Lastly, a word of caution is necessary. The historical track record of trying to predict the character of future war is poor, with only a handful of examples where military planners “got it right.” It is quite possible that the scenario described above will not transpire during the current decade. Nevertheless, there is still value in trying to forecast future events based on fictitious scenarios. As Lawrence Freedman put it in his book, “The Future of War: A History”: “These works of imagination will often have value in helping to clarify the choices that need to be faced and at times will even turn out to have been prescient. For that reason, many will deserve to be taken seriously. They should all, however, be treated skeptically.”

This article has been adapted from a chapter in the 2021 Regional Security Assessment, which is published annually by IISS.